ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
พฤษภาคม 27, 2020, 07:01:18 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ติดต่อสอบถาม 038-773349 หรือส่ง Email มาที่  teerawat@watkhaophrakru.com

+  สำนักสงฆ์เขาพระครู, ศรีราชา, ชลบุรี,
|-+  รวมธรรมะ
| |-+  ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ
| | |-+  นิวรณ์5
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: นิวรณ์5  (อ่าน 824 ครั้ง)
witoon
Newbie
*
กระทู้: 4


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มิถุนายน 19, 2011, 12:42:48 AM »

กราบนมัสการพระอาจารย์
ถ้าผู้ฝึกสมาธิใหม่ๆทำความรู้จักกับคำว่า นิวรณ์5 ส่วยใหญ่จะทำความเข้าใจรับรู้ได้แค่ข้อ 1-4 และจะสับสนในส่วนของข้อที่5.วิจิกิจฉา คือความสงสัย ไม่แน่ใจ หรือไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด หรือควรทำแบบไหนดี จิตจึงไม่มุ่งมั่นในอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ สมาธิจึงไม่เกิดขึน
กระผมขอรบกวนพระอาจารย์ชี้แนะผู้ทำสมาธิใหม่ครับ
                                                                                                            กราบนมัสการครับ
บันทึกการเข้า
พระอาจารย์วัฒนา
Jr. Member
**
กระทู้: 67


เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2011, 09:06:37 AM »

กราบนมัสการพระอาจารย์
ถ้าผู้ฝึกสมาธิใหม่ๆทำความรู้จักกับคำว่า นิวรณ์5 ส่วนใหญ่จะทำความเข้าใจรับรู้ได้แค่ข้อ 1-4 และจะสับสนในส่วนของข้อที่5.วิจิกิจฉา คือความสงสัย ไม่แน่ใจ หรือไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด หรือควรทำแบบไหนดี จิตจึงไม่มุ่งมั่นในอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ สมาธิจึงไม่เกิดขึน
กระผมขอรบกวนพระอาจารย์ชี้แนะผู้ทำสมาธิใหม่ครับ
                                                                                                            กราบนมัสการครับ

เจริญพร....ตอบ
ต้องมีเหตุและผล เช่น เราทำดีก็ต้องได้ดี หรือ เรานั่งสมาธิวันนี้อาจจะยังไม่สงบ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ซักวันหนึ่งถ้าเราทำถูกวิธี ทำบ่อย ผล คือความสงบก็จะเกิดขึ้น แต่ในทางกลับกันถ้าเราไม่รู้เหตุผล เค้าว่าทำแล้วดีก็ดีตามเค้า พอนั่งสมาธิไปจิตไม่สงบก็เกิดความลังเลสังสัยว่าทำถูกหรือเปล่า ดีจริงหรือเปล่าเป็นต้น  ฉะนั้นถ้าความลังเลสังสัยในเรื่องต่างๆ ไม่มีแล้ว จิตก็จะเป็นสมาธิได้เร็วขึ้น และตั้งอยู่ได้นานนั่งเอง....
บันทึกการเข้า

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อลืมตาขึ้นดูโลกเป็นครั้งแรกเราก็ร้องไห้พร้อมกำมือไว้แน่น
เป็นสัญลักษณ์ว่าเกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้น
ทุกคนแบมือออกเหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึกและเป็นพยานว่าเขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย ”
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!