ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
พฤษภาคม 27, 2020, 07:43:51 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว:

+  สำนักสงฆ์เขาพระครู, ศรีราชา, ชลบุรี,
|-+  รวมธรรมะ
| |-+  ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ
| | |-+  สงสัยธรรมมะ การปฏิบัติคับ
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สงสัยธรรมมะ การปฏิบัติคับ  (อ่าน 1226 ครั้ง)
santiphap
Newbie
*
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 18, 2011, 08:04:03 PM »

      กราบนมัสการหลวงพ่อครับ
                     คือผมสงสัยเรื่องการที่พิจารณาที่จะละรูป  รส  กลิ่น  เสียง  พิจารณาร่างกายเป็นของเน่าเปื่อยครับ    ว่าตัวที่ไปรู้ว่า  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  เหล่านี้นั้นเป็นจิต  หรือเป็นตัวผู้รู้ คับ   แล้วการพิจารณาแบบสติปัฎฐาน  4  นี้  จะต้องพิจารณายังไงคับ    และ  เวลาพิจารณาในการนั่งกรรมฐานนี่จะต้องพิจารณายังไงถึงจะถูกต้องครับ เกี่ยวกับร่างกายเป็นของเน่าเปื่อย   ไม่เที่ยง มีน้ำเหลือง  มีเลือด   เป็นอนัตตาคับ

ขอบคุณหลวงพ่อครับ
บันทึกการเข้า
พระอาจารย์วัฒนา
Jr. Member
**
กระทู้: 67


เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2011, 06:53:47 AM »

      กราบนมัสการหลวงพ่อครับ
                     คือผมสงสัยเรื่องการที่พิจารณาที่จะละรูป  รส  กลิ่น  เสียง  พิจารณาร่างกายเป็นของเน่าเปื่อยครับ    ว่าตัวที่ไปรู้ว่า  รูป  รส  กลิ่น  เสียง  เหล่านี้นั้นเป็นจิต  หรือเป็นตัวผู้รู้ คับ   แล้วการพิจารณาแบบสติปัฎฐาน  4  นี้  จะต้องพิจารณายังไงคับ    และ  เวลาพิจารณาในการนั่งกรรมฐานนี่จะต้องพิจารณายังไงถึงจะถูกต้องครับ เกี่ยวกับร่างกายเป็นของเน่าเปื่อย   ไม่เที่ยง มีน้ำเหลือง  มีเลือด   เป็นอนัตตาคับ

ขอบคุณหลวงพ่อครับ

  เจริญพร  วิสัชชนา
      การพิจารณา รูป รส กลิ่น เสียง ผู้รู้กับกจิต นั้นเป็นตัวเดียวกัน  การพิจารณาแบบสติปัฎฐาน ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะใช้แค่ขณิกสมาธิ ซึ่งไม่ได้ผลดีกับทุกคน บางคนพิจารณาแล้วยิ่งฟุ้งซ่านลังเลสงสัยก็มี เพราะพลังจิตไม่เพียงพอ การพิจารณาสติปัฎฐานมีพลังจิต ยิ่งมาก ยิ่งรู้ตามความเป็นจริงได้มากนั่นเอง เมื่อรู้ตามความจริงมากก็จะเกิดนิพพิทาญาณ คือ ความคลายกำหนัด นั่นเอง  ฉะนั้นเราต้องดูพลังจิตเราเป็นประการแรก ยิ่งถ้าฝึกสมาธิระดับขั้นฌานด้วยแล้วก็จะเป็นการดี  ขออนุโมทนาสาธุฃ .....
บันทึกการเข้า

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อลืมตาขึ้นดูโลกเป็นครั้งแรกเราก็ร้องไห้พร้อมกำมือไว้แน่น
เป็นสัญลักษณ์ว่าเกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้น
ทุกคนแบมือออกเหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึกและเป็นพยานว่าเขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย ”
santiphap
Newbie
*
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2011, 07:44:05 AM »

กราบนมัสการหลวงพ่อครับ
                     ผมฝึกกรรมฐานมา  ขณะนั่งรู้สึกว่าตัวโยกโคลงแรงมาก และรู้สึกว่าจิตเพ่ง  แต่จิตใจสบาย  ไม่ทุกข์ไม่สุข  ไม่โกรธ  ในสภาวะจิตขณะนั้น  จิตผมนี่สามารถหลุดจากนิวรณ์ 5 ได้ยังครับ     และ  ขอสอบถามต่อครับ   เรื่องการกำหนดกองลมครับ   ผมกำหนดกองลม ก่อนหายใจเข้า และออก ให้จิตรู้ว่า   หายใจเข้าออก  แล้วค่อยเพิ่มสติเป็น  ลมหายใจเข้าออก  ยาว  หรือ สั้น   ผมสงสัยว่าการที่จิตนั้นเป็น  เอกัคคตา  อาการจะเป็นยังไงครับ และเมื่อจิตเป็นหนึ่งแล้ว  จะฝึกกรรมฐานให้ก้าวหน้าต่อไปยังไงต่อครับ

ขอขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2011, 07:46:42 AM โดย santiphap » บันทึกการเข้า
พระอาจารย์วัฒนา
Jr. Member
**
กระทู้: 67


เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2011, 07:37:19 AM »

กราบนมัสการหลวงพ่อครับ
                     ผมฝึกกรรมฐานมา  ขณะนั่งรู้สึกว่าตัวโยกโคลงแรงมาก และรู้สึกว่าจิตเพ่ง  แต่จิตใจสบาย  ไม่ทุกข์ไม่สุข  ไม่โกรธ  ในสภาวะจิตขณะนั้น  จิตผมนี่สามารถหลุดจากนิวรณ์ 5 ได้ยังครับ     และ  ขอสอบถามต่อครับ   เรื่องการกำหนดกองลมครับ   ผมกำหนดกองลม ก่อนหายใจเข้า และออก ให้จิตรู้ว่า   หายใจเข้าออก  แล้วค่อยเพิ่มสติเป็น  ลมหายใจเข้าออก  ยาว  หรือ สั้น   ผมสงสัยว่าการที่จิตนั้นเป็น  เอกัคคตา  อาการจะเป็นยังไงครับ และเมื่อจิตเป็นหนึ่งแล้ว  จะฝึกกรรมฐานให้ก้าวหน้าต่อไปยังไงต่อครับ

ขอขอบคุณครับ

 เจริญพร วิสัชชนา
 อาการโยกโคลง เป็นอาการของปิติ ถ้าเรากำหนดจิตไว้ที่ฐาน และบริกรรมต่อไป อย่าส่งจิตไปที่อาการโยกโคลงเหล่านั้น อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไป
ความรู้่สึกว่าจิตเพ่งอยู่นั้นแล้ว จิตใจสบาย นั้น นิวรณ์เริ่มลดลงจนใกล้จะหมดแล้ว แต่ยังไม่หมด ถ้าหมดจะตัดอารมณ์ภายนอกได้ทั้งหมดเลย
กำหนดลมหายใจเข้าออก ถ้ามีสิตกำกับอยู่ตลอด ถือว่าเป็นสมาธิ  แต่ยังไม่ใช้เอกัคคตารมณ์  ถ้าจะเอกัคคตารมณ์ ลมหายใจก็ไม่กำหนด
 กำหนดตรงทีฐานจิตอย่างเดียว
บันทึกการเข้า

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อลืมตาขึ้นดูโลกเป็นครั้งแรกเราก็ร้องไห้พร้อมกำมือไว้แน่น
เป็นสัญลักษณ์ว่าเกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้น
ทุกคนแบมือออกเหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึกและเป็นพยานว่าเขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย ”
santiphap
Newbie
*
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2011, 12:37:15 PM »

กราบนมัสการหลวงพ่อครับ
           ครั้งก่อนผมถามเรื่องอารมณ์จิตเป็นหนึ่ง  คราวนี้ผมนั่งไปแป็บหนึ่ง   ผมใช้คำภาวนาเพื่อให้จิตรวมเป็นหนึ่งว่า  พุท  โธ หรือบางครั้งก็ ภาวนา แบบ หายใจเข้าออก สั้นหรือยาว   แล้วคำภาวนาหายไป  แต่จิตรู้ว่า  ตอนนี้ หายใจเข้า  คือ พุท  ลมหายใจเป็นยังไง  หายใจออกก็รู้   โดยที่ไม่ต้องภาวนาครับ   อย่างนี้เป็นเอกัคตารมณ์ หรือเปล่าครับ  แต่สิ่งที่ปรากฎต่อไปคือ
จิตสงบ  มีความสุขมากๆ  นั่งตอนแรก  ก็มีขนลุกทั้งตัว   แต่แป็บหนึ่ง  ก็รู้สึกว่าลมหายใจเบาขึ้น   และ รู้สึกว่าชุ่มชื้น  และก็เสียงจากภายนอกได้ยินเบาลง   จากขณะนั่งตอนแรก  ก็ได้ยินปกติครับ  แต่ได้ยินเบาลงไม่นานนักครับ   ขณะออกจากกรรมฐาน   รู้สึกว่าหูอื้อทั้งวันเลยครับ   แต่ผมก็ไม่สนใจเรื่องหูอื้อครับ   เพราะผมฝึกจิต ไม่ได้ฝึกกาย  ผมเลยเอาจิตตามดูว่า   หูมันอื้อมาจากไหน    ผมเห็นว่ามาจากอากาศในสมอง  ซึ่งไม่เท่ากับอากาศภายนอกครับ   ผมขอถามครับว่า  เวลานั่งกรรมฐาน  นี่พอจิตรวมเป็นหนึ่งแล้ว   ต้องพิจารณาอะไร  หรือ  ไม่ต้องพิจารณาอะไรครับ   หรือแล้วแต่ผู้ปฏิบัติครับ   การนั่งกรรมฐานไปเรื่อยๆนี่  ผมเห็นว่าผมเบื่อทางโลกครับ  เช่น  เงินทอง ถึงมี ตายไปก็เป็นของคนอื่น    ไม่เที่ยง  หรือว่ากายนี่เป็นเพียงที่อาศัยชั่วคราวของจิตเพียงเท่านั้น   ถึงเวลาตาย  เหลือแต่จิต  กายไปไม่ได้  ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง  ไม่ต้องการขันธ์  5  ผมควรทำไงดีครับ  หลวงพ่อช่วยแนะนำด้วยครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!